เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ระบบธนาคาร dida
  รายละเอียดผู้ใช้ 


เหรียญเกียติยศ
ร้อนมากมาย
UID: No.3
ระดับ: ประธานกรรมการ
เพศ:
โพส: 203
จิตพิสัย:  263 แต้ม ชำระเงิน
102627
102
332
ออนไลน์ล่าสุด: 202 (ช.ม.)
พลังชีวิต: %
สมัครเมื่อ: 2009-12-04
ใช้งานล่าสุด: 2012-05-19



ได้เวลา ถอดรองเท้า?

ได้เวลา ถอดรองเท้า?

จะแปลก ไหมถ้าฉันจะบอกว่า การพูดคุยกับคนๆ หนึ่งทำให้ฉันต้องก้มลงมองรองเท้าของตัวเอง

และถ้า มีคนให้คำตอบว่าแปลก ฉันก็ขอบอกว่า มันแปลกแต่จริง!




เขาเป็นนัก ศึกษาไทยคนแรกที่ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล เพื่อศึกษาต่อ ปริญญาโทด้านภาพยนตร์

ภาพยนตร์สารนิพนธ์ของเขา "โรค ติดต่อ" และ "ทางเบี่ยง" ได้รับ รางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยมและภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากงานรางวัล ภาพยนตร์แห่งชาติปี 2543

เคยร่วมงานกับเป็นเอก รัตนเรือง ใน ฐานะช่างภาพสารคดีเรื่อง Total Bangkok

เจ้าของ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเทศกาล ภาพยนตร์ First Run Film Festival จากหนังสั้นแนวสารคดีเรื่อง "อุปสมบท"

และยังเป็นช่างภาพ และผู้กำกับภาพ ให้ภาพยนตร์ภาพสวยอีกหลายเรื่อง ล่าสุดคือ "ความ สุขของกะทิ"

แต่เปล่า คราวนี้เราไม่ได้มาคุยกัน เรื่องความเป็นผู้กำกับภาพ เพราะเราสนใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนมาเป็นเขาในวันนี้ เราอยากรู้ว่าเขาต้องค้นพบตัวเองเร็ว แค่ไหน ถึงจะสามารถผลิตผลงานดีๆ ออกมาได้มากขนาด นี้ ว่าแล้วก็ไปหาคำตอบจากพี่นนท์ ธนนท์ สัตตะ รุจาวงษ์ กันเอาเองดีกว่า



อะไรทำให้ค้นพบว่าอยากนำ เสนอเรื่องราวของคนอื่นผ่านสารคดี

ตอน ม.3 ผมมักหลบเข้าไปในห้องสมุด ไปเจอนิตยสารที่เป็นปกขอบ เหลืองๆ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคือหนังสืออะไร เปิด ดูเห็นรูปสวยๆ เห็นที่แปลกๆ ในโลก เลย ทำให้รู้สึกอยากไปตามที่ต่างๆ บนโลก มารู้อีกที ตอนหลังว่าหนังสือเล่มนั้นจริงๆ แล้วคือ National Geographic ผมว่ามันคงเป็นความสนใจที่ถูกปูมาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่ง ทำให้ผมรู้สึกว่ามันยังมีอะไรน่าสนใจอยู่ในซอกหลืบของโลกใบนี้อีกเยอะมาก

ครั้งแรกที่หยิบฟิล์มขึ้นมาถ่ายภาพ คิดอะไรอยู่

ตอน นั้นกำลังจะจบ ม.3 จะสอบเข้าเรียนต่อ เลย ขอพ่อเป็นของขวัญว่าอยากเอากล้องถ่ายรูปไปถ่ายที่โรงเรียน เป็น การถ่ายภาพเพื่อนๆ ที่กำลังเล่นบาสด้วยกัน เราก็ เอาเก้าอี้มาตั้งแล้วให้เพื่อนขึ้นไปเหยียบ เซ็ตทุกอย่างขึ้น มา ถ่ายหลอกๆ ว่าทำสแลมดังค์ได้ ครั้ง นั้นเลยกลายเป็นครั้งแรกที่ได้ถ่ายรูปขาวดำ เป็นฟิล์มม้วนแรก แต่ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเลือก ถ่ายภาพขาวดำ คิดแค่ว่าอยากจะทำอะไรเพื่อจะเก็บภาพความทรงจำ ตอนนั้นไว้

เป็นคนที่ค้นพบตัวเอง เร็วมากว่าอยากทำอะไร

ผมโชคดีมาก เพราะ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ บางทีเหตุปัจจัยในชีวิตก็เป็นเรื่อง สำคัญ บางครั้งคนเราก็ต้องทำในสิ่งที่คนอื่นต้องการบ้าง เช่น ที่ บ้านมีการค้าบางอย่าง แล้วลูกเลยต้องเรียนเพื่อมารองรับตรง นั้น แต่ผมโชคดีที่เป็นน้องคนเล็ก พี่ๆ เขา ก็ได้เลือกทางที่จำเป็นในการมารองรับเรื่องเหล่านั้นหมดแล้ว เวลา เราอยากจะเรียนอะไร เราก็เลยได้เรียน ก็ถือว่า โชคดีมากที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ

อีกอย่างอาจเพราะเรา เข้าใจตัวเองตั้งแต่ตอนอายุยังน้อยว่า เราอยากจะเรียนอะไร ซึ่ง ผมว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญ พอเรารู้ว่าเราจะเลือกเดินทางไหน มัน ก็จะมีทางไปของมัน จะมีทางเดินที่ไปถึงเร็วขึ้น

แสดงว่าถ้าวัยรุ่นอยากค้นพบตัวเอง ต้องลองลงมือทำ

ไอ้ การลงมือทำนี่แหละที่ผมคิดว่ามันสำคัญ เพราะเมื่อเราได้ลงมือ เรา ก็จะมีโอกาสเห็นได้เร็วว่า สรุปแล้วมันใช่สิ่งที่เราสนใจ มัน เป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ หรือเปล่า เพราะพอเราชอบ ปั๊บ เราทำ มันก็จะมีผลงานออกมา แล้ว เราก็จะสามารถใช้ผลงานเหล่านี้ไปต่อยอดได้

ตอนยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ได้ลองทำอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ชีวิต วัยรุ่น เห็นอะไรมันก็ชอบไปหมดแหละ ดูมีสีสัน ดู น่าทำไปหมด ชีวิตวัยรุ่นผมก็คล้ายๆ กับเด็กๆ ทั่ว ไป คือเราสนใจอะไร พอเราได้ลงมือทำปั๊บ มัน ก็จะทำให้เราสึกอิ่ม บางอย่างมันเป็นแค่ความฝัน แต่ ถ้าเราได้มีโอกาสทำ มันก็จะมีทางต่อไปเรื่อยๆ

อย่าง ตอนผมเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ มีงานอาสาที่ผมทำเด่นๆ เลย ก็คืองานค่ายยูนิเซฟ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เรา ไปในฐานะนักสื่อสารมวลชน เป็นคนที่เรียนสื่อสารมวลชนมา แล้ว ไปเพื่อที่จะไปเรียนรู้ร่วมกับเด็กว่าสื่อมวลชนเป็นยังไง

ได้อะไรจากงานอาสาครั้งนั้น

การ ได้ออกไปแบบนั้น มันก็เป็นการเปิดโลกของเรา ทำ ให้เราเห็นว่าชีวิตเด็กๆ เหล่านี้ก็มีความสนใจในประเด็นเดียวๆ กับ ที่เราสนใจนี่แหละ แต่แค่สนใจในมุมมองที่ต่างกัน ผม ได้เรียนรู้การเป็นผู้คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ เป็น คนสนับสนุนไอเดียอะไรบางอย่าง ทำให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยาก ทำ เรียกว่าได้หัดการเป็นพี่เลี่้ยงจริงๆ

ทำไมถึงอยากเป็นอาสาสมัครตั้งแต่ยัง เรียนมหาวิทยาลัย

ลองคิดดูว่าเราใช้ ชีวิตมา 18-19 ปีอยู่กับความฝัน ความมุ่งหวังของ ตัวเอง คิดแค่ว่าอยากจะเรียนอะไร อยากจะทำอะไร แต่ พอถึงวันหนึ่งเราเข้ามามีชีวิตในมหาวิทยาลัย มีโอกาสได้สัมผัส ชีวิตคนอื่นที่มาจากที่ต่างๆ พื้นฐานครอบครัวต่างกัน ชีวิต ในรั้วมหาวิทยาลัยมันเลยมีความหลากหลายอยู่ เพราะฉะนั้นนอก รั้วมหาวิทยาลัยก็ยังมีคนอีกตั้งเยอะตั้งแยะหลายรูปแบบเหมือนกัน เลย คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะลองมองออกไปข้างนอกบ้าง

สิ่งที่ได้จากการลงมือทำงานอาสา ในแบบที่จะไม่ได้จากที่ไหน

ถ้า ดูทีวี มีคนพาไป อธิบาย ลงมือ แล้ว ทำให้ดูว่าปลูกป่าต้องทำยังไงบ้าง คนดูก็จะรู้ แต่ รู้ในเชิงทุติยภูมิ คือรู้ว่าต้องทำยังไง ทั้งๆ ที่ ยังไม่เคยลงมือปฏิบัติ แต่ที่จริงแล้วคุณจะไม่รู้เลยว่า ความ รู้สึกตอนเอามือลงไปสัมผัสเลน สัมผัสต้นไม้ แล้ว รอดูว่ามันจะโตหรือไม่โต มันเป็นยังไง สิ่งเหล่า นี้คุณไม่มีวันรู้หรอก ถ้าคุณไม่ลงมือปฏิบัติ คุณ ต้องลงมือปฏิบัติมันถึงจะเห็นผล

เรา สามารถค้นพบตัวเองจากการทำงานอาสาได้มากน้อยแค่ไหน

การ ทำงานอาสาจะทำให้คุณเข้าใจโลกมากขึ้น คือคุณเอาตัวเองออก จากรองเท้าตัวเองมากขึ้น มองโลกในมุมใหม่ ในมุม ที่ปกติแล้วคุณไม่ได้ทำ และการทำแบบนั้นแหละมันจะทำให้คุณเห็น โลกชัดขึ้น แล้วพอคุณเห็นโลกชัดขึ้น คุณก็จะเห็น ตัวเองชัดขึ้น



เห็นทีว่า การ ก้มลงมองรองเท้าของตัวเองเพียงอย่างเดียวคงยังไม่พอ ฉันคงต้อง ลองถอดรองเท้าของตัวเองดูบ้างแล้ว

แล้วคุณล่ะ... พร้อมที่จะแลกรองเท้ากับเราและคนอื่นๆ บ้างหรือยัง
ให้คะแนนบทความประเภท โพสต์ ตามความรู้สึกคุณ

สุดยอด

เศร้า

น่าตลก

แฮปปี้

โกรธ

เบื่อ

ผวา
[center][/center]
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้