เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ระบบธนาคาร dida
หัวข้อ : เราเป็นอย่างที่เรากิน
  รายละเอียดผู้ใช้ 

เหรียญเกียติยศ
อยากเดินออกไป แต่ใจยังผูกพัน
UID: No.94
ระดับ: เด็กประถม
เพศ:
โพส: 47
จิตพิสัย:  71 แต้ม ชำระเงิน
372
31
89
ออนไลน์ล่าสุด: 0 (ช.ม.)
พลังชีวิต: %
สมัครเมื่อ: 2010-07-09
ใช้งานล่าสุด: 2012-02-03



เราเป็นอย่างที่เรากิน

 วิไลรัตน์ นุ้ยบุตร รวบรวมแปล รศ.อาภรณ์ พุกกะมาน เรียบเรียง
บทความนี้ ผู้แปล และผู้เรียบเรียง ได้เก็บรวบรวมมาจากเอกสารและบทความภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสหลายเรื่อง หลายเล่ม หลายสมัย ซึ่งกล่าวถึงคนหลายชาติหลายภาษา หลายอาชีพ หลายวัย ที่เห็นคุณประโยชน์การไม่กินเนื้อสัตว์ ผู้เขียนบทความต้นฉบับแต่ละท่านได้หยิบยกเหตุผลในด้านต่างๆ ตามแนวความคิดของคนตะวันตก ที่พยายามหาทางพัฒนาชีวิตเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคม เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางอนามัยและทางจิตวิญญาณ เกิดกลุ่มคนที่สรุปได้ว่า "เป็นคน เพราะกินอาหารที่คนควรกิน"เกิดทฤษฎีและระบบการดำเนินชีวิต ที่ไม่เบียดเบียน และเกิดระบบการกินพอดี อยู่พอดีขึ้นในสังคมมนุษย์ ทฤษฎีนี้เป็นรากฐานของทฤษฎีสังคมหลายทฤษฎี ไม่ว่าจะเป็น HUMANISM,NATURALISM หรือแม้แต่ PACIFISM ซึ่งยึดแนวทางความไม่เบียดเบียน และความสันติเป็นหลัก
        ทฤษฎีที่เราจะกล่าวถึงนี้ คือ มังสวิรัตินิยม หรือVEGETARIANISM ซึ่งคนฝรั่งเศสสมัยใหม่ เรียกว่า REGIME NON VIOLENT
        ยุโรปและสหรัฐอเมริกา เป็นเขตแคว้นที่คนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง นักวิชาการมากมายหลายแขนงได้แสดงความเห็น เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ อย่างละเอียด เกินกว่าที่จะนำมาถ่ายทอดในที่นี้ได้จึงขอนำเสนอคร่าวๆ พอให้ท่านผู้สนใจอ่านเห็นแนวทาง อุดมคติ และระบบการดำเนินชีวิตของแต่ละท่านนั้นว่า มิใช่มีแต่ทฤษฎีปากเปล่า ลอยลม แต่เป็น "ทฤษฎีแห่งชีวิต" ทีเดียว
ความเห็นของนักประวัติศาสตร์
        ถ้าต้องการสืบสาวประวัติของทฤษฎีนี้แล้วก็จะสืบได้ถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์สมัยหิน ที่กินธัญญาหารและพืชผักชนิดต่างๆ เป็นพื้นตั้งแต่สมัยที่คนยังอยู่ในระบบสังคมของการ "เก็บของป่า" กิน นักประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า มนุษย์รู้จักเลือกกินอาหารหลัก ที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตได้ตามสัญชาตญาณ มาตั้งแต่โบราณนานเท่าที่เราสามารถสืบประวัติศาสตร์ได้ทีเดียว
        สืบต่อมา สมัยประวัติศาสตร์ ยุคโบราณประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึก ระบบมังสวิรัติเป็นอาหารของมนุษย์ กรีกโบราณ ชาวไอยคุปต์ ชาวฮีบรูบรรยายว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินผลไม้ อารยธรรมมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งคือ อารยธรรมอินเดียนของเผ่าอินคา มีอาหารมังสวิรัติเป็นรากฐาน
ความเห็นของศาสดาต่างๆ
        เมื่อมนุษย์เริ่มมีศาสนา ศาสดาทั้งหลายรวมทั้งนักปราชญ์ใหญ่ๆ ของโลก จะสนับสนุนอาหารมังสวิรัติ และสั่งสอนให้งดเว้นอาหารเนื้อสัตว์ชาวยุโรปมักจะยกนามพระเจ้าของศาสนาคริสต์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของศาสนาพุทธ ปรัชญาเมธีชาวกรีกโบราณ รวมทั้งของจีนด้วย เป็นตัวอย่างของผู้มีความสามารถในการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์ ให้เข้าสู่ความเป็นมนุษย์ด้วยอาหารที่มนุษย์ควรกิน เช่น
        ตัวอย่างจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ของศาสนาคริสต์เล่มที่ ๑ ปฐมกาล ๑:๒๘(GENESIS 1:29)"พระเจ้าตรัสว่า เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมดซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า" จะสังเกตเห็นว่า ไม่มีการเอ่ยถึงเนื้อสัตว์เลย
        ตัวอย่างคัมภีร์ไบเบิ้ล ของศาสนาคริสต์ เล่มที่ ๑ปฐมกาล ๙:๔ (GENESIS 9:4) "แต่อย่ากินเนื้อ พร้อมกับชีวิตของมัน คือเลือดของมัน"
        ตัวอย่างจากเอกสารโบราณ อายุประมาณ ๒,๐๐๐ ปีที่เพิ่งค้นพบ ซึ่ง เปรียบเสมือนภาคพันธสัญญาใหม่ ของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล(THE ESSENE GOSPEL OF PEACE) ยืนยันคำตรัสของพระเยซูเจ้าว่า
        "และเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายในร่างกายคนจะกลายเป็นหลุมฝังศพของเขาเอง เพราะเราขอบอกเธออย่างจริงจังว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่น ผู้นั้นย่อมฆ่าตนเองด้วยและผู้ใดกินเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าผู้นั้นกำลังกินร่างแห่งความตาย"
        ชาวฮินดูในประเทศอินเดียโบราณ ห้ามการกินเนื้อสัตว์
        ในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม ห้ามการกิน"สัตว์ตาย, เลือด และเนื้อ…"
        พระผู้พยากรณ์รุ่นแรกๆ ของอิสลามองค์หนึ่งซึ่งเป็นหลานของพระโมฮัมหมัด ได้แนะนำสาวกระดับสูงหลายท่านว่า "อย่าทำให้กระเพาะของเธอกลายเป็นหลุมฝังศพของสัตว์ทั้งหลาย"
        จึงเห็นได้ว่าในหลายยุคสมัยในอดีตนักปราชญ์และผู้รู้ทั้งหลายได้ถือเอาทฤษฎีมังสวิรัติ เป็นทางปฏิบัติชอบอย่างหนึ่งและได้ชักจูงให้ผู้อื่นกระทำตามด้วย
(ไม่ว่าศาสนาใดๆ ล้วนแต่ส่งเสริมให้คนมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นและสัตว์อื่นทั้งสิ้น ซึ่งรวมถึงการงดกินเนื้อสัตว์ด้วย แต่พอหลังๆ มาไม่ทราบว่าด้วยกฎแห่งเอนโทรปีหรือว่ากระไร สาวกรุ่นหลังๆได้ทำให้คำสอนเหล่านั้นผิดเพี้ยนไปจนหมดสิ้น จะด้วยตัณหาความอยากกินเนื้อสัตว์ หรือสิ่งใดก็ยากที่จะเข้าใจ?)
ความเห็นของปราชญ์โบราณ
        ปีธาโกรัส (PYTHAGORAS) ผู้มีปัญญาปราดเปรื่องที่สุดในบรรดานักปราชญ์ชาวกรีกเชื่อว่า "ปัญญาอันสมดุล และเฉียบแหลม จะนำไปสู่ชีวิตที่บริสุทธิ์ด้วยการกินอาหารมังสวิรัติ"
        เพลโต้ (PLATO) ปรัชญาเมธีชาวกรีก กล่าวว่า"เนื้อสัตว์เป็นสาเหตุแห่งโรคภัย และสงคราม"
        เซเนก้า (SENECA) นักปราชญ์ชาวโรมัน ยืนยันว่า"อาหารบริสุทธิ์ (จากคาวเลือดและเนื้อ) นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างปัญญาด้วย"
ความเห็นของนักมังสวิรัติร่วมยุค
        นักบุญและนักปราชญ์ในเกือบทุกศาสนาผู้ทรงคุณธรรมและปัญญาญาณ รวมทั้งผู้นำทางวิชาการและจิตวิญญาณมากหลายในอดีต เชื่อเสมอมาว่ามนุษย์เราไม่มีทางที่จะพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้สูงขึ้นได้ ไม่สามารถแม้จะสร้างสังคมมนุษย์ที่จะมีความเมตตาต่อกันเป็นพื้นฐาน ตราบเท่าที่เรายังไม่เลิกพฤติกรรมอันโหดเหี้ยมแห่งการกินเนื้อสัตว์
        การจะยกคำพูดของทุกท่านมาแสดง ย่อมเป็นไปไม่ได้จึงขอยกตัวอย่างพอสังเขป เช่น
        ลีโอนาร์โด ดา วินซี่ (LEONARDO DA VINCI)ปราชญ์ชาวอิตาเลียน ผู้รอบรู้ศิลปวิทยาการมากหลาย กล่าวว่า "มนุษย์เป็นเจ้าแห่งสัตว์ป่าอย่างแท้จริงเพราะความโหดร้ายทารุณของเขาเหนือกว่าสัตว์เหล่านั้น เขาอยู่บนความตายของผู้อื่น ตัวเขาคือสุสานอนึ่ง ตัวข้าพเจ้าเองได้ตั้งสัจจะเลิกกินเนื้อสัตว์ ย่อมจะเกิดขึ้นได้กับมนุษย์เมื่อมนุษย์เห็นการฆาตกรรมสัตว์เป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรงเท่าๆ กับการฆ่ามนุษย์ด้วยกัน"
        ลีโอ ตอลสตอย (LEO TOLSTOY) ปราชญ์ชาวรัสเซียกล่าวว่า "ตราบใดที่ร่างกายของเรายังคงเป็นหลุมฝังศพ ที่มีชีวิตของสัตว์ที่ถูกสังหาร เราจะหวังให้(เกิด) สภาพอุดมคติในโลกนี้ได้อย่างไรกัน (!)"
        ยอร์ช เบอร์นาร์ด ชอว์ (GEORGE BERNARDSHAW) ปราชญ์ชาวอังกฤษ กล่าวว่า "มันช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร(เพราะการกินเนื้อสัตว์นั้น)ไม่ร้ายเฉพาะความทรมานและความตายของสัตว์เท่านั้น แต่มนุษย์ยังปิดกั้นสมรรถภาพอันสูงส่งในการพัฒนาจิตวิญญาณของเขาเองโดยไม่จำเป็น อันคือ ความมีเมตตากรุณาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเช่นเดียวกันกับตัวเขา มิใช่การเหยียบย่ำสำนึกมนุษย์ จนกลายเป็นคนโหดเหี้ยม"
        จ๊าค เดอ มารเควต (JACQUES DE MARQUETE)ผู้ก่อตั้งสมาคมครอบครัวสากลด้วยวัตถุประสงค์ที่จะทำงานเพื่อส่งเสริมมนุษยชาติ ธรรมชาติและบุคลิกภาพ ให้เหตุผลของการกินอาหารมังสวิรัติไว้ ๑๒ ข้อ สรุปได้ดังนี้
๑. เพื่อร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์
๒. เพื่อสุขภาพและพลานามัย
๓. เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ
๔. เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคม
๕. เพื่อความรัก อันปราศจากความหลงในเมถุน
๖. เพื่อจิตใจที่แข็งแรง
๗. เพื่อความสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม
๘. เพื่อการพัฒนาการทางปัญญา
๙. เพื่อความกลมกลืนกับธรรมชาติ
๑๐. เพื่อเหตุผลทางด้านศีลธรรมและความไม่เบียดเบียน
๑๑. เพื่อเป็นรากฐานของสันติภาพ
๑๒. เพื่อเหตุผลทางด้านศาสนา
        เขาเชื่อว่า อาหารมังสวิรัติ "เป็นกุญแจที่จะเปิดประตูทุกบาน"และเป็นหลักประกันของสุขภาพอันสมบูรณ์ ความเจริญทางวัตถุ ความสมดุลทางปัญญา ความบริสุทธิ์ความดี ความเมตตาต่อสัตว์และมนุษย์ ในยุคแห่งความหลงอวิชชา ความบ้าเลือด และความทุกข์ทรมาน
ความเห็นของนักสัตวศาสตร์
        นักสัตวศาสตร์รู้ว่าอาหารของสัตว์แต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางสรีระ การทำงานของอวัยวะต่างๆ และระบบการย่อยอาหารซึ่งจะต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นักวิชาการได้แบ่งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังออกเป็น ๓๐ กลุ่มตามประเภทอาหาร คือ กลุ่มกินเนื้อ กลุ่มกินหญ้าและใบไม้ และกลุ่มกินผลไม้ เราน่าจะมาลองพิจารณาดูว่าระบบทางโครงสร้างและสรีระของคน เทียบเคียงได้กับสัตว์กลุ่มใดมากน้อยเพียงใดได้ตามตารางต่อไปนี้
สัตว์กินเนื้อสัตว์กินหญ้าและใบไม้สัตว์กินผลไม้มนุษย์
๑. มีเล็บงุ้ม และแหลมคม๑. เล็บแบน๑. เล็บแบน๑. เล็บแบน
๒. ไม่มีรูขุมขน คายน้ำโดย รูที่ลิ้น เพื่อให้ร่างกายเย็น๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง
๓. ฟันหน้าแหลม และคม เพื่อฉีกเนื้อ๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม
๔. มีต่อมน้ำลายเล็กๆ ในปาก เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องย่อยอาหารประเภท ข้าวหรือผลไม้ในขั้นต้น๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นสำหรับ ย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ ในขั้นแรก๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นสำหรับ ย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นแรก๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็น สำหรับย่อยอาหาร ประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นแรก
๕. น้ำลายเป็นกรด ไม่มีน้ำย่อยทายลิน สำหรับย่อยอาหาร จำพวกข้าวในขั้นแรก๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับ มีน้ำย่อยทายลินมาก เพื่อย่อยอาหาร ประเภทข้าว๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับ มีน้ำย่อยทายลิน เพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับมี น้ำย่อยทายลิน เพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว
๖. ไม่มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. มีกรดไฮโดรคลอริก ในกระเพาะอาหารอยู่มาก สำหรับย่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และส่วนอื่นๆ ของสัตว์๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของสัตว์กินเนื้อถึง ๒๐ เท่า๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของสัตว์กินเนื้อ ถึง ๒๐ เท่า๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของ สัตว์กินเนื้อถึง ๒๐ เท่า
๘. ลำไส้ยาวเพียง ๓ เท่าของร่างกาย เพื่อขับถ่ายเนื้อ ที่เน่าเปื่อยออก ได้อย่างรวดเร็ว๘. ลำไส้ ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๐ เท่า เพราะใบไม้เน่าเปื่อยช้า จึงผ่านขั้นตอนการย่อย ได้ตามปกติ๘.ลำไส้ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๒ เท่า เพราะผลไม้เน่าเปื่อยช้า จึงผ่านขั้นตอนการย่อย ได้ตามปกติ๘. ลำไส้ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๒ เท่า
เมื่อพิจารณาจากตารางสรุปโครงสร้างสรีระและระบบอวัยวะ และการย่อยแล้ว เราจะพบว่า โดยสภาพธรรมชาติแล้วโครงสร้างของมนุษย์ใกล้เคียงกับกลุ่มสัตว์ทีกินหญ้า, ใบไม้และผลไม้มากกว่ากลุ่มสัตว์ที่กินเนื้อ
        ฟอน ลินเน่อ (VON LINNE) นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชาวสวีเดน กล่าวว่า "มองจากโครงสร้างของมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกซึ่งเปรียบเทียบกับของสัตว์อื่นแล้ว จะเห็นได้ว่า ผักและผลไม้จะต้องเป็นอาหารตามธรรมชาติของมนุษย์เป็นแน่"
ความเห็นของแพทย์
        ความเห็นของแพทย์นี้ อาจจะประมวลได้เป็น ๔ หัวข้อ คือ
๑. ด้านสารพิษและสารเคมีที่เป็นพิษจากสัตว์
๒. ด้านโรคภัยที่เกิดกับคน
๓. ด้านสุขภาพกายของผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์
๔. ด้านโภชนาการของอาหารธรรมชาติ
๑. ด้านสารพิษและสารเคมีที่เป็นพิษจากสัตว์
        นอกจากสารพิษที่เกิดจากการเน่าเปื่อยตามธรรมดาของสัตว์ที่ตาย เช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์แล้ว สัตว์ที่มีชีวิตจะผลิตของเสียอยู่ตลอดเวลาซึ่งจะถูกขับออกจากร่างกายโดยอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ ไต และลำไส้ ของเสียเหล่านี้ยังคงตกค้างในสัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อนำมาขาย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีอย่างมากในตัวสัตว์ที่ตกใจกลัวสุดขีด สารพิษต่างๆ เช่น ฮอร์โมนอะดรีนาลีน (ADRENALINE)และกรดยูริค (URIC ACID) ซึ่งถูกขับออกมาเมื่อสัตว์เกิดความกลัวจัดหรือได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง จะกระจายไปทั่วร่างของสัตว์และตกค้างอยู่ตามเส้นเลือดและเนื้อเยื่อ และเมื่อสัตว์ตายลงใหม่ๆ สารโตเม็น (PTOMAINE)จะถูกขับออกมา เพื่อมาเร่งการสลายตัวและเน่าเปื่อยของร่างกาย
        สารานุกรมบริตันนิก้า(ENCYCLOPEDIA BRITANNICA) ระบุถึงความไม่บริสุทธิ์ของเนื้อสัตว์ไว้ดังนี้
        "โปรตีนที่ได้จากถั่วต่างๆ ธัญพืชและผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าบริสุทธิ์กว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อวัวซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ถึง ๕๖ เปอร์เซ็นต์"
        นอกเหนือไปกว่านี้ สถาบันโภชนาการแห่งอเมริกา(NUTRITION INSTITUTE OF AMERICA) ยังยืนยันว่า "เนื้อของซากสัตว์เต็มไปด้วยเลือดที่เป็นพิษ และของเสียอีกมากมาย"
        นอกจากสารพิษ ที่ถูกสร้างขึ้นเองภายในร่างกายสัตว์ยังมีสารเคมีอื่นๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่แปลกปลอมอยู่ในเนื้อสัตว์ในหลายรูปแบบ และหลายขั้นตอน
        ประการที่หนึ่ง โดยผ่านทางอาหารธรรมชาติที่สัตว์กินเข้าไปปัจจุบันนี้ แม้อาหารธรรมชาติของสัตว์ อันคือต้นไม้ ใบหญ้า ก็ไม่เป็นอาหารธรรมชาติอีกต่อไปแล้วทุ่งหญ้าจำนวนมากถูกคุกคามโดยสารเคมีต่างๆ เช่น ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และสารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้นสารที่สลายตัวยากเหล่านี้จะถูกสั่งสมไว้ในร่างกายสัตว์ในปริมาณอันน่าตกใจ กว่าสัตว์เหล่านั้นจะถูกฆ่าเพื่อมาเป็นอาหารของคน ฉะนั้นในการกินเนื้อสัตว์เราจึงได้รับปริมาณสารพิษเข้าไปในร่างกายอย่างเข้มข้น เพราะเนื้อสัตว์มีสารเคมีอยู่มากกว่าผักและผลไม้ถึง ๑๑ เท่า
        ประการที่สอง โดยการแทรกแซงทางวิทยาศาสตร์เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและปรับปรุงคุณภาพของเนื้อที่จะได้ สัตว์จะถูกฉีดหรือป้อนด้วยฮอร์โมนและยาหลายประเภท รวมทั้งยาปฏิชีวนะ ยาเจริญอาหาร ยากล่อมประสาท และแม้กระทั่งยาบำรุง
(ยาบ้า?) ในรูปของอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น ในหลายกรณี สัตว์เสียชีวิตลงเพราะยาเหล่านั้น
        ประการที่สาม เทคนิคการตกแต่งเนื้อสัตว์เนื่องจากเนื้อสัตว์ที่เก็บไว้นานๆ จะมีสีเขียวคล้ำๆ ผู้ขายจะใช้เทคนิคการตกแต่งเนื้อสัตว์ให้ดูสดและน่ารับประทาน โดยการฉีดสารไนเตรท ไนไตรท์ คอปเปอร์ซัลเฟต และวัตถุกันเสียอื่นๆ เข้าไป
๒. ด้านโรคภัยที่เกิดกับคน
        จะขอกล่าวถึงเรื่องมะเร็งก่อนในฐานะที่เป็นโรคที่น่ากลัวที่สุดโรคหนึ่ง ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ และอเมริกันผู้เชี่ยวชาญทางพยาธิวิทยา ได้เปรียบเทียบเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ของนักกินเนื้อสัตว์กับนักมังสวิรัติปรากฏว่าแบคทีเรียในลำไส้ของผู้กินเนื้อสัตว์ จะทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยเพื่อผลิตสารเคมี ซึ่งได้พบแล้วว่ามีส่วนก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
        ชาวสก๊อต ซึ่งบริโภคเนื้อวัวมากกว่าชาวอังกฤษถึง๒๐% เป็นโรคมะเร็งในลำไส้เป็นอันดับหนึ่งของโลก
        นอกจากปฏิกิริยาของแบคทีเรียในลำไส้แล้วผู้บริโภคเนื้อสัตว์ยังเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคมะเร็ง ด้วยการสั่งสมสารเคมีประเภทต่างๆจำนวนมาก ที่พบในตัวสัตว์ ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว และในหลายกรณี สัตว์ที่นำมาบริโภคก็ตายด้วยโรคมะเร็งจากสารเคมีเหล่านี้ การตัดส่วนที่เป็นมะเร็งทิ้ง และขายส่วนอื่นแก่ผู้บริโภคไม่ได้ลดความเสี่ยงลงแม้แต่น้อย บางครั้งก้อนเนื้อมะเร็งนั้น ถูกนำไปขายเป็นเนื้อสับหรือเศษเนื้อซึ่งเจ้าของร้านอาหารนิยมเหมามาตุ๋นขาย!!
        โรคหัวใจ
        เนื้อสัตว์ เป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ ในปี ๑๙๖๑ วารสารของสมาคมแพทย์อเมริกัน (THE JOURNAL0F THE AMERICAN MEDICAL ASSOCIATION) รายงานเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า"การกินอาหารมังสวิรัติสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ถึง ๙๐-๙๗%"
        คอเลสเตอรอล หรือไขมันที่สลายตัวยากของสัตว์นี้จะเกาะตัวตามผนังของเส้นเลือดของผู้บริโภคเนื้อสัตว์ เมื่อมีการสะสมไขมันประเภทนี้มากขึ้นๆเป็นปีๆ ช่องทางเดินของเส้นเลือดจะตีบตัน ทำให้เลือดหมุนเวียนไม่สะดวก หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดความดันเลือดสูง ช็อค และหัวใจวายได้ในที่สุด
        โรคไต
        การบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเกินไปจะทำให้เกิดการสั่งสมก๊าซไนโตรเจนในรูปของกรดยูริคมากเกินไป ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตแล้ว ยังมีส่วนก่อให้เกิดโรคบวมตามกระดูกได้ด้วย
        เมื่อมีกรดยูริคมากเกินไป ไตซึ่งมีหน้าที่กำจัดสารพิษนี้ออกจากร่างกายจึงต้องรับภาระหนัก จึงทำให้เสื่อมสมรรถภาพเร็ว เกิดเป็นโรคไตได้ง่ายและในเมื่อไตไม่สามารถกำจัดกรดยูริคออกจากร่างกายตามข้อต่อ ตามกล้ามเนื้อได้ ในที่สุดก็จะแข็งตัวและตกผลึก ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามข้อ เป็นโรคเก๊าท์ และโรคไขข้ออักเสบและในบางกรณีเมื่อกรดยูริคสั่งสมลงตามเส้นประสาท จะก่อให้เกิดโรค NEURITIS และโรค SCIATICA
        ปัจจุบันแพทย์จะให้ผู้ป่วยด้วยโรคข้างต้นงดการกินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด หรือลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ลง ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
        ส่วนโรคอื่นๆ เช่น โรคท้องผูก และโรคลำไส้นั้นเป็นเพราะเนื้อสัตว์ไม่ค่อยมีกาก จึงทำให้การเคลื่อนไหวตามช่องทางเดินอาหารเป็นไปได้โดยยากการขับถ่ายก็จึงยาก และเนื่องจากเนื้อสัตว์ที่เน่าเปื่อยและเต็มไปด้วยสารพิษนั้นจะหมักหมมอยู่ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์อยู่อย่างน้อยห้าวัน ก่อนที่จะถูกขับออกมาจนหมดจึงทำให้เกิดติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายในลำไส้ และทำให้ลำไส้หมดสมรรถภาพเร็วกว่ากำหนด
        โรคประสาทเครียด
        โรคซึ่งมักจะถูกมองข้าม ก็คือการตึงเครียดทางประสาทเหตุผลที่เป็นเหตุผลที่เชื่อมโยงกับความกดดันทางประสาทในทางอ้อม จะสังเกตได้ว่าในประเทศที่มีการกินเนื้อสัตว์มากๆ จะต้องมีการดื่มสุราควบคู่กันไป อาจเป็นเพื่อดับกลิ่นคาวหรือเพื่อสาเหตุที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็ได้ อาหารเนื้อสัตว์จะทำให้ประสาทเฉื่อยชาเซื่องซึมจึงต้องมีการกระตุ้นประสาท ด้วยแอลกอฮอล์หรือยากระตุ้นประสาท เมื่อยากระตุ้นหมดฤทธิ์ลงก็จะเกิดความกดดันขึ้นอีก ร่างกายมนุษย์จึงอยู่กับการกระตุ้นและการกดดันสลับกันไปเช่นนี้
๓. ด้านสุขภาพของผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์
        ที่จริงคำว่า "VEGETARIAN" มาจากศัพท์ลาติน"VEGETARE" ซึ่งแปลว่า ทำให้กระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา และคำว่า "HOMOVEGETUS"ในภาษาลาติน ก็แปลว่า บุคคลผู้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ และคล่องแคล่ว ว่องไว
        การศึกษาทดลองมากมาย ได้พิสูจน์แล้วว่า...
        กลุ่มผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติทั่วโลก จะมีสุขภาพแข็งแรงมีความอดทนและอายุยืนกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ และมีอัตราการป่วยเป็นโรคต่างๆ น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภคเนื้อสัตว์
        ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นายแพทย์ผู้หนึ่งยืนยันว่าอาหารมังสวิรัติ ช่วยลดอัตราผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัด และโรคภูมิแพ้
        ในประเทศบุลแกเรีย นายแพทย์เมทเชนิคอฟ(Dr. METCHENIKOV) แห่งสถาบันปาสเตอร์ เชื่อว่า ชาวชนบทจำนวนมากในประเทศนี้ซึ่งมีอายุถึงร้อยปี คงมีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารที่ใกล้เคียงอาหารมังสวิรัติ
        พวกฮันซ่า คือกลุ่มชนที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และ ปากีสถาน เผ่าโอโตมี่ (ชนพื้นเมืองของเม็กซิโก) และชนพื้นเมืองในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา มีสุขภาพแข็งแรงดี มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย และโดยเฉลี่ยจะมีอายุยืนถึง ๑๑๐ ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ
        ส่วนชาวเอสกิโม ซึ่งกินเนื้อสัตว์และไขมันเป็นประจำจะแก่เร็ว และมีอายุโดยเฉลี่ย ๒๗ ปีครึ่ง และในบรรดาชาวเคอกีส อันคือชนชาติพเนจรในแถวตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก จะมีน้อยคนมากที่มีอายุเกิน ๔๐ ปี
        นักกีฬาจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับความสำเร็จในการแข่งขันครั้งสำคัญๆ ทั้งๆ ที่กินอาหารมังสวิรัติ เช่น เมอเร่ โรส (MURRAY ROSE)ผู้คว้าเหรียญทองไปสามเหรียญในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ส่วนเอ.แอนเดอร์สัน (A.ANDERSON)นักยกน้ำหนัก ชาวออสเตรีย ผู้ทำลายสถิติโลกหลายครั้ง และจอห์นนี่ ไวส์ มูลเลอร์ (JOHNNYWEISMULLER) ผู้ทำลายสถิติว่ายน้ำของโลกถึง ๕๖ ครั้ง ต่างยืนยันว่าการเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติมิได้ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลียกว่าเดิม แต่กลับจะเสริมสร้างพลังยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ
๔. ด้านโภชนาการของอาหารมังสวิรัติ
        อาหารมังสวิรัติ มีธาตุต่างๆ ที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน ที่จริงแล้วจากการศึกษาค้นคว้ามากมาย พบว่าอาหารมังสวิรัติให้พลังงานทางด้านอาหารมากกว่าเนื้อสัตว์
        แต่ก่อนโปรตีนจากสัตว์ถูกจัดอันดับให้เป็นโปรตีนอันดับหนึ่ง และโปรตีนจากพืชเป็นโปรตีนชนิดรองลงมา แต่ปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์ต่างยอมรับว่า โปรตีนจากพืชก็มีคุณสมบัติที่ไม่ต่างจากโปรตีนเนื้อสัตว์เลย
        อาหารมังสวิรัติ มีปริมาณโปรตีนอยู่สูงพอสมควรเช่น ธัญพืชที่ไม่ได้ผ่านการขัด มีโปรตีน ๘-๑๒% ถั่วเหลืองมีโปรตีน ๔๐% หรือสองเท่าของโปรตีนในเนื้อสัตว์ แม้แต่เนื้อสันในที่เชื่อกันว่าดีที่สุด ก็มีโปรตีนที่นำมาใช้ได้เพียง ๒๐% เท่านั้นเองถั่วและเมล็ดพืชต่างๆ มีโปรตีน ๓๐%
ความเห็นของนักวิจัย
        ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างผลงานของนักวิจัยบางท่านซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการเช่น
        ๑. จากการศึกษาทดลองกับกลุ่มที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ(เซเว่นธ์เดย์ แอดเวนติสต์) จำนวน ๕๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่า ผลที่ได้รับก่อความตื่นเต้นให้กับวงการวิจัยโรคมะเร็งเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มนี้ มีอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มของเพศและวัยเดียวกันแต่บริโภคเนื้อสัตว์ การศึกษายังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าพวกเซเว่นธ์ เดย์ แอดเวนติสต์ มีแนวโน้มที่จะอายุยืนกว่า
        ๒. นายแพทย์ผู้หนึ่งพร้อมด้วยนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้เดินทางไปยังหมู่บ้านอันห่างไกลในแถบภูเขาเอควาดอร์ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ ๔๐๐ คน เพื่อทำการศึกษาชนกลุ่มนี้ พบว่าคนที่นี่ ส่วนมากมีอายุยืนเป็นพิเศษชายคนหนึ่งอายุ ๑๒๑ ปี พวกเขาได้ตรวจร่างกายของผู้ที่มีอายุเกิน ๗๕ ขึ้นไป ปรากฏว่าในกลุ่มนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่มีอาการของโรคหัวใจ ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ ล้วนเป็นนักมังสวิรัติ
        ๓. จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าเมื่อนำตับของสัตว์ที่ตายด้วยโรคมะเร็ง มาเลี้ยงปลา ปลานั้นก็จะเป็นโรคมะเร็งด้วย
        ๔. นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งอเมริกาได้ค้นพบว่า ความดันโลหิตของผู้กินอาหารมังสวิรัติ โดยเฉลี่ยแล้วจะต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินมังสวิรัติอย่างเห็นได้ชัด
        ๕. ในระหว่างสงครามเกาหลีได้มีการชันสูตรศพทหารอเมริกัน ที่มีอายุโดยเฉลี่ย ๒๒ ปี จำนวน ๒๐๐ ราย ปรากฏว่า ๘๐%เป็นโรคเส้นโลหิตแข็งตัว และอุดตันด้วยไขมันสัตว์ แต่ทหารเกาหลีในกลุ่มอายุเดียวกันที่ได้รับการชันสูตรศพเช่นกัน กลับไม่ปรากฏผลดังกล่าวเลย ทหารเกาหลีส่วนมากกินมังสวิรัติ
        ๖. นายแพทย์ ยู ดี เรจิสเตอร์ หัวหน้าแผนกโภชนาการที่มหาวิทยาลัยโลม่า ลินดา ในแคลิฟอร์เนีย อธิบายถึงการทดลองให้กินอาหารที่อุดมด้วยข้าวประเภทต่างๆว่า สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้จริงๆ ถึงแม้ว่าผู้ได้รับการทดลองจะกินเนยเป็นปริมาณมากก็ตาม
        ๗. นายแพทย์ชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ได้ทำการเปรียบเทียบปัสสาวะของผู้บริโภคเนื้อสัตว์กับผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติ ปรากฏว่าไตของผู้บริโภคเนื้อสัตว์ต้องทำงานหนักกว่าไตของนักมังสวิรัติถึงสามเท่า เพื่อกำจัดส่วนผสมของไนโตรเจน ซึ่งเป็นพิษมากออกจากร่างกายในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ไตจะรับภาระไม่ไหว และจะป่วยเป็นโรคไตอยู่เป็นประจำ
        ๘. การวิจัย เมื่อไม่นานมานี้ ยืนยันว่าการขับถ่ายที่เป็นไปตามระบบที่ดี จำเป็นต้องอาศัยกากอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ถูกต้อง คือต้องมีผักข้าวและผลไม้ ต่างจากเนื้อสัตว์ตรงที่สามารถเก็บความชื้นไว้ได้ และช่วยย่อยอาหารเป็นก้อนเพื่อสะดวกในการลำเลียง อาหารมังสวิรัติจึงช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้เป็นอย่างดี
        ๙. นพ.เอช ชูเทเดน (H.SCHOUTEDEN)จากมหาวิทยาลัยแห่งเบลเยี่ยม ได้ทดลองความอดทน ความแข็งแกร่ง และการกลับคืนสู่สภาพปกติหลังจากการใช้พลังงานอย่างเต็มที่ ปรากฏว่านักมังสวิรัติเหนือกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ในคุณสมบัติดังกล่าวทั้งสาม
        ๑๐. ในปี ๑๙๕๔ นักวิจัยได้ค้นคว้าอย่างละเอียด ณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่า ถ้าหาผักชนิดต่างๆ ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนมมาบริโภครวมกันร่างกายเราจะได้รับโปรตีนในปริมาณที่เกินความต้องการ นักวิจัยลงความเห็นว่า การกินอาหารมังสวิรัติ๒-๓ อย่างขึ้นไป จะทำให้ร่างกายมีโปรตีนเหลือเฟือ
ความเห็นของฝ่ายสภาวะแวดล้อม
        อาหารมังสวิรัติ เป็นสายสืบโยงไปสู่สมชีวิตาระบบอหิงสา (ระบบที่ดำรงชีวิตโดยชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น) และมักจะมีกระบวนการเคลื่อนไหวชักจูงกันในหมู่กลุ่มที่เห็นดีเห็นงาม ถ้าศึกษามลพิษต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษ และในที่สุดจะเกิดปัญญาญาณให้ศึกษาและอนุรักษ์สภาวะแวดล้อมให้อยู่ในสภาพดี และปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เข้ากับธรรมชาติมากกว่าจะปรับธรรมชาติให้เข้าหาคน เพราะระบบธรรมชาติคือระบบชีวิต กฎของธรรมชาติคือระเบียบของชีวิต การทำลายระบบหรือกฎธรรมชาติ แม้น้อยนิดอาจจะหมายถึงการทำลายล้างส่วนรวมทั้งหมดได้
        ความเคารพในธรรมชาติจะมีผลโดยตรงต่อความเคารพสิ่งอื่น และเคารพสิทธิของผู้อื่นที่จะมีอยู่เป็นอยู่เช่นเดียวกับตัวเราเองไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นคน สัตว์ ต้นไม้ ดิน น้ำ หรืออากาศ หากเราต้องการกินอาหารถูกสุขลักษณะดื่มน้ำถูกสุขลักษณะ หายใจอากาศถูกสุขลักษณะ มีผืนดินที่ถูกสุขลักษณะเราทุกคนต้องสร้างสิ่งที่ดี และหยุดสร้างมลพิษในทุกวินาทีของชีวิตของแต่ละคน
        การงดกินเนื้อสัตว์และหันกลับมากินอาหารในระบบพืชผักผลไม้ตามธรรมชาติ จึงเป็นการกลับมาสู่ความถูกต้องทั้งทางด้านกายและจิตวิญญาณ อาหารมังสวิรัติจะช่วยนำชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ กลับมาทำความรู้จักมักคุ้นกับแผ่นดินกลับมาพบแม่พระธรณีอีกครั้ง
        นักมังสวิรัตินับว่าเป็นกลุ่มชนที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นกลุ่มธรรมชาตินิยม ซึ่งมีระบบการดำเนินชีวิตที่ปรับเข้ากับธรรมชาติด้วยความเข้าใจด้วยศรัทธา ด้วยน้ำใจ และด้วยความตั้งใจที่จะมีชีวิตที่ดี ในสถานที่ที่ดีร่วมกับองค์ประกอบและสภาวะแวดล้อมที่ดี เพราะรู้จักและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ดี นักมังสวิรัติจะเป็นกำลังในการรักษาสภาวะแวดล้อมและเป็นพลังในการพัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนาโลก
        คนสร้างมลพิษขึ้นมาแล้วเกือบจะทุกวินาทีของชีวิตมลพิษเหล่านี้มิได้มีผลกระทบต่อ ตนเองหรือ? มิได้มีผลกระทบคนอื่นหรือ?มิได้มีผลกระทบองค์ประกอบอื่นของโลกเราหรือ? จงมาพัฒนากันเถิด อย่าทำลายล้างกันต่อไปอีกเลยท่านก็เป็นส่วนหนึ่ง ของโลก ของธรรมชาติ มิใช่หรือ?
ความเห็นของนักพัฒนาสังคม
        นักพัฒนาสังคมทั่วโลกกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าคนเราลดการกินเนื้อสัตว์เพียงครึ่งหนึ่ง เราก็จะมีอาหารเพียงพอที่จะเลี้ยงคนในประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก
        นายฌอง เมเยอร์ (JEAN MAYER)นักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ถ้าชาวโลกลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์ลงเพียงร้อยละ๑๐ จะมีอาหารประเภทธัญพืชเหลือเพียงพอที่จะเลี้ยงคนได้อีกถึง ๖๐ ล้านคน
        การกินเนื้อสัตว์ คือสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการขาดแคลนอาหารในโลก เพราะความจริงอันน่าตกใจและน่าเศร้า ได้ปรากฏออกมาแล้วว่ากว่าครึ่งของธัญพืชที่ปลูกในโลกนี้ ถูกนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะที่อเมริกามีปริมาณถึงร้อยละ๘๐ นอกจากนั้นโปรตีนจากพืชที่สัตว์กินเข้าไปนั้น จะเหลือตกค้างเป็นประโยชน์จากสัตว์มาถึงคนเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้น อีกร้อยละ ๙๐ สูญหายไปโดยเปล่าประโยชน์
(จากห่วงโซ่อาหาร คนเป็นผู้บริโภคอันดับสุดท้าย ได้แต่เศษเดนหรือขี้ซากทั้งนั้นได้ไม่คุ้มเสีย ในขณะที่คนอีกนับล้านไม่มีอะไรจะกิน เพื่อนำส่วนนั้นมาประเคนให้สัตว์ที่คนส่วนน้อยกำลังกินอยู่)
        การเลี้ยงสัตว์เพื่อกินเป็นอาหารโดยที่ต้องการธาตุโปรตีนจากสัตว์นั้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลในการใช้พื้นดินเกษตรคิดตามตัวเลขสถิติแล้ว หากใช้พื้นที่ ๒ ไร่ครึ่งสำหรับเลี้ยงวัว ๑ ตัว จะได้โปรตีนประมาณ ๑ ปอนด์แต่พื้นดินเท่ากันนี้หากนำไปใช้ในการปลูกถั่วเหลือง ก็จะได้โปรตีนถึง ๒๐ ปอนด์ เห็นได้ว่าการผลิตโปรตีนจากสัตว์จะกินพื้นที่มากกว่าการผลิตโปรตีนจากถั่วเหลืองถึง ๒๐ เท่านอกจากนี้นักโภชนาการก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ถั่วเหลืองมีคุณค่าทางอาหารมากกว่า มีไขมันน้อยกว่าและไม่มีสารพิษเช่นในเนื้อสัตว์
        นอกจากความสูญเสียทรัพยากรด้านพื้นดินแล้วการเลี้ยงสัตว์ต้องใช้น้ำมากกว่าการปลูกพืชถึงแปดเท่า
        นายเคิร์ท วัลด์ไฮม์ (KURT WALDHEIM)อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติกล่าวว่า การบริโภคอาหารของคนในประเทศร่ำรวยทั้งหลายเป็นสาเหตุสำคัญของความหิวโหยทั่วโลก พร้อมกับเสนอให้ประเทศเหล่านั้นลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ลง
        ผู้รู้หลายท่านมีความเห็นว่า วิธีการแก้วิกฤตการณ์ทางด้านความขาดแคลนอาหารของโลกในระยะต้นคือ การชักจูงให้คนหันมากินอาหารมังสวิรัติ
        ถ้าเราหันมากินอาหารมังสวิรัติเราจะขจัดความหิวโหยไปจากโลกนี้ได้ เด็กๆ ที่เกิดมาจะเติบโตขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์แข็งแรงและมีความสุข
(ไม่ใช่ขาดอาหารอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ)สัตว์ทั้งหลายจะมีชีวิตอยู่อย่างอิสระเสรีตามธรรมชาติ โดยไม่ถูกบังคับให้ขยายพันธุ์ราวกับเป็นทาสที่จะต้องขุนให้อ้วนเพื่อพาไปสู่หลุมศพด้วยอาหารที่คนท้องกิ่วทั้งหลายควรจะได้กิน
        มหาตมะ คานธี กล่าวว่าโลกผลิตได้เพียงพอสำหรับความจำเป็นของทุกคน แต่ไม่พอสำหรับความโลภของคน
        เรามาพัฒนาวัตถุและจิตวิญญาณกันเสียทีได้หรือยัง?ความจำเป็น จะบีบบังคับให้ทุกคน ลดการกินเนื้อสัตว์ หรือเลิกกินเนื้อสัตว์เอง
(แล้ววันนั้นจะเหลือคนอยู่บนโลกกี่คน?)แต่ทำไมเราจะต้องรอถึงวันนั้น!? มาพัฒนาตนเองด้วยความสมัครใจมิดีกว่าหรือ?นักมังสวิรัติในวันนี้ คือ มนุษย์เผ่าอนาคต ที่พร้อมเพื่อการพัฒนาเพื่อรักษาสมดุลแห่งทรัพยากรของโลก
ความเห็นของผู้ใฝ่สันติในโลกตะวันตก
        กลุ่มผู้ใฝ่สันติในโลกตะวันตกนั้นมิจำกัดเพียงกลุ่มศาสนาหรือศีลธรรมเท่านั้น แต่ผู้ใฝ่สันติในโลกตะวันตกในปัจจุบันนี้คือหมู่ชนทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ที่สนับสนุนระบบการดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นพืช หรือสัตว์ หรือคนด้วยกันเอง นอกจากจะไม่เบียดเบียนชีวิตแล้วพวกเขายังพร้อมที่จะให้ความคุ้มครองทั้งพืช สัตว์ และคน ให้มีโอกาสดำเนินชีวิตโดยมิต้องถูกเบียดเบียนด้วย และพวกเขายังพร้อมที่จะขจัดเหตุอันจะเป็นภัยต่อชีวิตด้วย
        ผู้นำทางจิตวิญญาณร่วมสมัยท่านหนึ่งคืออนันทมุรติอธิบายหลักอหิงสาธรรมประจำชีวิตคนเราไว้ ๒ ประการคือ
        ๑. การสรรหาสิ่งที่จะนำมาเป็นอาหารควรสรรหาในบรรดาสิ่งที่มีการพัฒนาทางจิตสำนึกและการรับรู้ความรู้สึกน้อย เช่นถ้ามีพืชผักก็ไม่ควรกินเนื้อสัตว์
        ๒. ก่อนที่จะฆ่าสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ได้พัฒนาการรับรู้สึก หรือยังไม่ได้พัฒนามาก็ตามควรพิจารณาเสมอว่า เราสามารถอยู่อย่างสมบูรณ์ แข็งแรง โดยไม่ผลาญพรากชีวิตเขาเหล่านั้นได้หรือไม่?
        ผู้ใฝ่สันติทั้งหลายเชื่อเสมอมาว่ามนุษย์เราไม่มีทางที่จะพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้สูงขึ้นได้ หากไม่เห็นคุณค่าของชีวิตเราจะไม่สามารถสร้างสังคมมนุษย์ โดยมีความเมตตาเป็นพื้นฐานได้ ตราบใดที่เรายังไม่เลิกพฤติกรรมแห่งการกินเนื้อสัตว์
        ผู้ใฝ่สันติทั้งหลายจะเริ่มเดินทางสู่สันติด้วยการหยุดการเบียดเบียนชีวิต และดำเนินชีวิตในระบบที่ใกล้ธรรมชาติมากที่สุดมีการทำงานด้วยมือ ด้วยปัญญาที่เมตตา และด้วยชีวิตที่เรียบง่ายเท่าที่จำเป็นมีครามสมบูรณ์ในความน้อย พอ และสงบ ในความน้อย เพียงเพื่อดำรงชีวิตอยู่เพื่อทำประโยชน์ เพื่อผู้อื่นมากๆ
รายชื่อบุคคลสำคัญของโลกที่เป็นนักมังสวิรัติ
๑. ปีธาโกรัส (PYTHAGORAS)ประมาณ ๕๘๐-๕๐๐ ก่อนคริสตกาล นักคิด นักคณิตศาสตร์กรีก
๒. สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า๕ ศตวรรษก่อนคริสตกาล ศาสดาของศาสนาพุทธ
๓. โสคราตีส (SOCRATES)๔๗๐-๓๙๙ ก่อนคริสตกาล ปรัชญาเมธีกรีก
๔. เพลโต (PLATO)๔๒๗-๓๔๗ ก่อนคริสตกาล ปรัชญาเมธีกรีก ศิษย์ของโสคราตีส
๕. โอวิด (OVID)ก่อนคริสต์กาล ๔๓-๑๘ กวีโรมัน
๖. เซเนก้า (SENECA)๓ B.C.-A.D. 65 นักประพันธ์บทละคร ชาวโรมัน
๗. เคลแมนแห่งอเล็กซานเดรีย (CLEMENT of Alexandria)๑๖๐-๒๒๐ แพทย์ นักเขียน ชาวกรีก
๘. เซนต์ ฟรานซิส (Saint FRANCIS of Assisi)๑๑๘๒-๑๒๒๖ นักบุญชาวอิตาเลียน
๙. เลโอนาร์โด ดาวินซี (LEONARDO da Vince)๑๔๕๒-๑๕๑๙ ศิลปินและนักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน
๑๐. ปาสคาล (Blaise PASCAL)๑๖๒๓-๑๖๖๒ นักคณิตศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส
๑๑. เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac NEWTON)๑๖๔๓-๑๗๒๗ นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ
๑๒. ไลบนิส (LEIBNIZ)๑๖๔๖-๑๗๑๖ นักคณิตศาสตร์ ชาวเยอรมัน
๑๓. อเล็กซานเดอร์ โป๊ป (ALEXANDER Pope)๑๖๘๘-๑๗๔๔ กวีอังกฤษ
๑๔. วอลแตร์ (VOLTAIRE)๑๖๙๔-๑๗๗๘ นักประพันธ์และกวี ชาวฝรั่งเศส
๑๕. จอห์น เวสลี่ (John WESLEY)๑๗๐๓-๑๗๙๐ นักศาสนา ชาวอังกฤษ
๑๖. เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin FRANKLIN)๑๗๐๖-๑๗๙๐ นักการเมือง การทูต และ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอเมริกัน
๑๗. จอง จ๊าค รุสโซ่ (Jean Jacques ROUSSEAU)๑๗๑๒-๑๗๗๘ นักปราชญ์และนักแต่งความเรียงชาวฝรั่งเศส
๑๘. เชลเล่ (SHELLY)๑๗๙๒-๑๘๒๒ กวีชาวอังกฤษ
๑๙. ราลฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo EMERSON)๑๘๐๓-๑๘๘๒ นักประพันธ์ กวี และนักปราชญ์ชาวอเมริกัน
๒๐. ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles DARWIN)๑๘๐๙-๑๘๘๒ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอังกฤษ
๒๑. ฮอเรส กริลี่ (Horace GREELEY)๑๘๑๑-๑๘๗๒ นักการเมือง ชาวอเมริกัน
๒๒. ริชาร์ด วากเนอร์ (Richard WAGNER)๑๘๑๓-๑๘๘๓ คีตกวีเยอรมัน
๒๓. เฮนรี่ เดวิด โธโร่ (Henry David THOREAL)๑๘๑๗-๑๘๖๒ นักเขียนความเรียง ชาวอเมริกัน
๒๔. ลีโอ ตอลสตอย (Leo TOLSTOY)๑๘๒๘-๑๙๑๐ นักประพันธ์ รัสเซีย
๒๕. ยอร์ช เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard SHAW)๑๘๕๖-๑๙๕๐ กวี นักวิจารณ์ ชาวอังกฤษ เชื้อสายไอริช
๒๖. รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath TAGORE)๑๘๖๑- ๑๙๔๑ ปราชญ์อินเดีย
๒๗. เอช.จี.เวลส์ (H.G. WELLS)๑๘๖๖-๑๙๔๖ นักประพันธ์ ชาวอังกฤษ
๒๘. มหาตมะ คานธี (Mahatma GANDHI)๑๘๖๙-๑๙๘๘ รัฐบุรุษเอกของอินเดีย
๒๙. อัลเบิร์ต ชไวท์เซ่อร์ (Albert SCHAWEITZER)๑๘๗๖-๑๙๖๕ นักการศาสนา และตัวแทนทางการแพทย์ที่เดินทางไปช่วยงานในเขตทุรกันดาร ชาวแอฟริกา
๓๐. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert EINSTEIN)๑๘๗๙-๑๙๕๕ นักวิทยาศาสตร์
ที่มา หนังสือทำเนียบร้านมังสวิรัติและเจในประเทศไทย พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๔๐




ให้คะแนนบทความประเภท โพสต์ ตามความรู้สึกคุณ

สุดยอด

เศร้า

น่าตลก

แฮปปี้

โกรธ

เบื่อ

ผวา
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้